วิถีของอิสลาม และ การเข้าถึงพระอัลเลาะห์ Part / 2

 

 

58 - 1

 

“โอ้พระผู้อภิบาล พระองค์คือพยานของข้าพระองค์ว่าข้าพระองค์มิได้แสวงหาตำแหน่งคอลีฟะฮ์เพื่อที่จะปกครองหรือเพิ่มพูนทรัพย์สิน เป้าหมายของข้าพระองค์คือการคํ้าจุนบทบัญญัติของศาสนาและนำระเบียบมาส่กิจการของมุสลิม ดังนั้น ผู้ถูกกดขี่จะได้รับการผ่อนคลาย บทบัญญ้ติและคำสิ่งของพระเจ้า ซึ่งขณะนี้ถูกลืมเลือน จะได้ถูกทำให้สำเร็จขึ้นมาใหม่ “ถ้าตัวละครที่มีความสูงส่งซึ่งได้รับการยกเว้น เป็นผู้ที่ปราศจากบาปและได้รับการประดับประดาด้วยความรู้เฉพาะ ปรากฏอยู่ในสังคมอิสลามและยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการแต่งตั้งจากท่านคาสนทูตแห่งพระเจ้าในฐานะผู้รับมรดกและผู้สืบทอดของท่านไม่มีความจำเป็นและความเหมาะสมอย่างสิ้นเชิ งที่คณะกรรมการจะถูกตั้งขึ้นเพื่อเลือกผู้ปกครองและผู้นำ ในสมัยของท่านศาสดาไม่มีใครจินตนาการว่าภารกิจของท่านเป็นเพียงการถ่ายทอดสารของพระเจ้า  บาร์โหนเหล็กติดผนัง และตราบเท่าที่ประเด็นเรื่องการปกครองได้รับความสนใจคณะกรรมการควรจะมีการประชุมเพื่อเลือกท่านศาสดาหรือปัจเจกบุคคลขึ้นมาเป็นผู้นำบนพื้นฐานของมติมหาซน การมีบุคคลที่สามารถติดต่อสื่อสารกับกฎของสิ่งมีชีวิตและโลกแห่งการวิวรณ์ปรากฏอยู่ ปัญหาการอภิปรายถกเถียงว่าใครสมควรจะเป็นผู้ปกครองไม่สมควรแม้แต่จะเกิดขึ้นหลังจากท่านศาสดาแล้วสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง การมีผู้รับมรดกซึ่งมีความตระหนักในคำสิ่งสอนของพระเจ้าดีกว่าผู้อื่นทั้งหมดและอยู่เหนือการไปถึงของความผิดพลาดและความบาปอย่างชัดแจ้ง แล้วเพราะเหตุใดจะมีใครที่เสาะแสวงหาอย่างหนักเพื่อมาแทนผู้ที่นำคัมภีร์อัลกุรอานมาอีกเล่าในท้ายที่สุดแล้วการปกครองคือส่วนหนึ่งของตำแหน่งอิมาม การปรากฏอยู่ของอิมามผู้บริสุทธิ้หมายความว่าไม่มีใครเหมาะสมที่จะปกครอง ในวิถีทางเดียวกับเมื่อท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ไม่ใครเลยที่จะได้สิทธิ้ในการเข้ารับผิดชอบการปกครองบรรดามุสลิมและบริหารกิจการของท่านอิบนิอบิลหะดีดนักวิชาการซุนนีที่มีชื่อเสียงบันทึกไว้ว่า “เราตระหนักถึงความไม่แตกต่างกันระหว่างท่านศาสดากับอะลี นอกจากตำแหน่งศาสดาและการรับวิวรณ์ซึ่งฝ่ายแรกได้รับ คุณสมบัติที่สูงส่งและคุณลักษณะน่ายกย่องอื่นๆ ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาของทั้งสองคนนี้”เชคสุลัยมาน  บาร์โหนติดประตูราคาถูก อัลฮานาทึเนักวิชาการซุนนีอีกคนหนึ่งรายงานว่าอับดุลลอฮ์ บุตรอุมัร อัลค็อฏฏ็อบได้กล่าวว่า ” เมื่อใดที่เรากล่าวถึงสาวกของท่านศาสนทูต เราจะกล่าวว่า อบูบักรคือผู้ที่อยู่หัวแถวสุด ตามด้วยอุมัรและอุศมาน บางคนจึงถามอับดุลลอฮ์ว่า “อะไรคือสถานภาพของอะลี” เขาตอบว่า

“อะลีไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับบรรดาสาวกในความเป็นจริงเขามิได้นับอะลีเป็นสาวกของท่านศาสดา เนื่องจากอยู่ในครอบครัวของท่านศาลดาเป็นน้องชายและตำแหน่งเท่ากัน”

ถึงแม้ว่าตรรกะที่คาดคะเนเอาของบรรดาสาวกท่านศาสดาได้รับการยอมรับ ข้ออ้างชองอะลีก็ยังแข็งแกร่งที่สุด ท่านลํ้าหน้าผู้อื่นในการยอมรับอิสลาม ยอมรับอิสลามในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยที่สุด ในเวลาที่ไม่มีญาติคนใดของท่านศาสดาเตรียมที่จะศรัทธาในตัวท่าน เช่นเดียกันความสัมพันธ์และความเป็นญาติใกล้ชิดกับท่านศาสดาเป็นที่ยืนยันมากกว่าสิ่งใด ท่านเติบโตภายในบ้านของท่านศาสดา ท่ามกลางการเอาใจใส่ของท่าน ภายในห้วงลึกแห่งชีวิตของทั้งสองท่านผสมผสานด้วยสัจธรรมแห่งอิสลาม ท่านคือลูกเขยและญาติของท่านศาสดา และเข้าร่วมต่อล้ในสงครามที่ยากลำบากกับสัตรูของอิสลามเสมอ ตังนั้นใครหรือที่จะเหมาะสมในการเป็นผู้น่าของมุสลิมมากว่าท่าน นอกจากทั้งหมดนี้แล้ว สถานภาพของผู้น่าก็ยังถูกมอบให้บางคนอีกเมื่อเราตรวจสอบประว้เติศาสตร์ รากเหง้าพฤติกรรมของบรรดาสาวกเราจะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างกุเรซกับบนีฮาชิมนั้นมิได้เป็นมิตรกันอย่างที่ควรจะเป็นเลย การขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นที่ชัดเจน แม้  ระหว่างช่วงชีวิตของท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าผู้สูงส่ง บางครั้งสมาชิกซาวกุเรซบางคน  เพิ่มความสูง ได้ตำหนิและพยายามแสวงหาความผิดพลาดกับบนีฮาชิมนำความเศร้าเสียใจมาให้ท่านศาสดา โดยที่กุเรซไม่สามารถอดทนที่ตำแหน่งคอลีฟะฮ์จะไปสู่บนีฮาชิมได้พวกเขาจึงตัดสินใจไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น อัลยะอฮ์กูบี เขียนไว้ในหนังสือประว้ติศาสตร์ของเขาว่า “อุมัรบอกกับอบนิอับบาส1ว่า

“ฉันขอสาบานกับพระเจ้า1ว่าอะลีบุตร อบีฏอลิบ ญาติของท่านมีความเหมาะสมที่จะได้รับตำแห่งคอลีฟะฮ์มากกว่าผู้ใดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามพวกกุเรชไม่อาจอดทนมองดูเขาในตำแหน่งดังกล่าวได้” เรื่องนี้ยังได้มีบันทึกอยู่ในประวิติสาสตร์ของอิบนิอัลอะซีร ท่านศาสนทูตผู้สูงส่ง มองเห็นล่วงหน้าในสิ่งที่พวกกุเรชจะปฏิบัติต่อครอบครัวของท่าน “ภายหลังการเสียชีวิตของฉัน ครอบครัวของฉันต้องเผชิญกับการลังหารและความยากลำบากมากมาย” ด้วยความเศร้าเสียใจอย่งลึกซึ้งท่านยังบอกกับอะลีอีกว่า “บุคคลบางคนได้ช่อนเร้นความเกลี่ยดชังต่อเจ้าไว้ในหัวใจซึ่งพวกเขาจะไม่แสดงออกมาจนกว่าฉันจะเสียชีวิต”ด้วยเหตุนี้เราอาจจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของท่านศาสนทูตและท่าทึของสาวกท่านศาสดาจำนวนมากต่ออะลี ในด้านหนึ่งด้วยความไม่ชอบต่อครอบครัวท่านศาลดาโดยพวกอพยพซาวกุเรช ในอีกด้านหนึ่ง ท่าทีเชิงลบในส่วนของกุเรช ย้อนกลับไปตั้งแต่ท่านศาสดาเริ่มภารกิจเผยแผ่อิสลาม ถึงแม้ว่าพวกเขาจะตระหนักดีในสัจธรรมความน่าไว้วางใจและความซื่อสัตย์สุจริตของท่าน พวกเขาก็ยังปฏิเสธการปลุกเร้าสู่ศรัทธาของท่าน พวกกุเรชคิดว่า ถ้าพวกเขายอมรับความเป็นศาสดาบนีฮาชิมจะมีชัยเหนือตระกูลกุเรซอื่นๆ ทั้งหมด ความอิจฉาริษยามีความรุนแรงในอนาคตได้ปลุกเร้าให้พวกเขาตัดสินใจบีบบังดับท่านปิดล้อมท่านและญาติใกล้ชิดของท่านและไม่ลดความกดดันหรือการคุกคามลง ในท้ายที่สุดพวกเขาได้วางแผนลอบสังหารท่าน และการสมคบของพวกเขาบังคับให้ท่านละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนไปเสีย ประกอบบาร์โหน  นอกจากจะไม่หยุดแล้ว พวกเขายังหันไปขอความช่วยเหลือทางการทหาร เคลื่อนพลทั้งหมดเพื่อขจัดท่านศาสดาและสาวกของท่านร่องรอยและการต่อสู้ทั้งหมดนี้ อะลีคือพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของท่านศาสดา เป็นมือขวาอันทรงพลัง ในสมรภูมิเลือดนับครั้งไม่ถ้วน ผู้’นำกุเร’ชจำนวนมากที,เต็มไปด้วยความเกลียดซังและความขุ่นเคืองใจ ถูกท่านทำให้ตกตํ่าลง ดังนั้น กุเรชจึงถือว่าท่านอยู่ในฐานะผู้รับผิดชอบการตายของผู้นำบุตรชาย น้องชายของพวกเขาและพวกเขายังสูญเสียความหวังในชัยชนะทั้งมวลต่อการที่ท่านศาสดามืซัยจนสามารถยึดเมืองมักกะฮ์ใด้ และปฏิบัติการทางทหารของพวกเขามาถึงจุดสิ้นสุดยุติอ ความต้องการแก้แค้นบนีฮาชิมโดยทั่วไปและอะลีเป็นการเฉพาะไม,เคยลดน้อยลง แต่ยังคงคุอยู่ในตัวพวกเขา

บาร์โหนสำเร็จรูป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s